เฮดจ์ฟันด์เอเชีย แห่ ลงทุนหุ้นบริษัทพลังงานโซลาร์ มั่นใจให้ผลตอบแทนสูง

Must read

บรรดาผู้จัดการกองทุนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมถึง LyGH Capital, Pinpoint Asset Management, Sylebra Capital และ Zaaba Capital ต่างก็ให้ความสนใจเข้าลงทุนในหุ้นของบริษัทด้านพลังงานโซลาร์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีการลงทุนมากที่สุดในปี 2563 และทำให้กองทุนในเอเชียดังกล่าวสามารถให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้สูงกว่าระดับเฉลี่ย 9.5% ของกองทุนทั่วโลก

LyGH Capital ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์สัญชาติสิงคโปร์ได้เข้าลงทุนในบริษัทด้านการจัดเก็บโซลาร์และพลังงานในสัดส่วน 1 ใน 4 ของพอร์ตการลงทุน ขณะที่บริษัท Zaaba Capital ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ของฮ่องกงได้เข้าลงทุนในบริษัท Daqo New Energy Corp ของจีนซึ่งผลิตโพลีซิลิคอน (Polysilicon) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมโซลาร์ โดยการลงทุนดังกล่าวช่วยให้ Zaaba มีกำไรพุ่งขึ้นราว 30% ในปีที่แล้ว

เกรซ ลู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนของ LyGH Capitalเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมพลังงานโซลาร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากพลังงานโซลาร์มีราคาถูกกว่าพลังงานดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยในปีที่ผ่านมา LyGHให้ผลตอบแทนถึง 32%

ราคาหุ้นของบริษัทด้านพลังงานโซลาร์พุ่งขึ้นนับตั้งแต่ปลายปี 2562 และนายลูระบุว่า “การลงทุนในหุ้นโซลาร์ยังคงเป็นธีมหลักในระยะยาว”

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างพากันเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมโซลาร์ เนื่องจากเชื่อว่าพลังงานชนิดนี้มีศักยภาพในการแข่งขัน ประกอบกับการที่ประเทศต่างๆ รวมถึงจีนได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการมากขึ้นเพื่อลดปัญหาโลกร้อน

ในช่วงกลางเดือนก.ย. 2563 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้ให้คำมั่นสัญญากลางเวทีประชุมของสหประชาชาติว่า จีนจะบรรลุเป้าหมายในการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ (CO2) ลงเป็นศูนย์ให้ได้ก่อนปี 2603 พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันผลักดันการพัฒนาที่มีนวัตกรรม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเปิดกว้าง โดยใช้โอกาสครั้งประวัติศาสตร์จากการปฎิวัติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรอบใหม่ และการเปลี่ยนแปลงด้านอุตสาหกรรม รวมถึงการบรรลุเป้าหมายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหลังยุคโควิด-19

นักวิจัยของกลุ่ม Climate Action Tracker (CAT) กล่าวว่า คำมั่นสัญญาของผู้นำจีนถือเป็นการผลักดันนโยบายลดโลกร้อนที่มีความสำคัญมากที่สุดในรอบหลายปี และหากจีนสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ก็จะช่วยให้ความร้อนทั่วโลก ลดลงราว 0.2-0.3 องศาเซลเซียสในศตวรรษนี้ โดยการเปลี่ยนแปลงของจีนจากสถานะผู้ก่อมลพิษรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น อาจจะต้องใช้เงินลงทุนถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

- Advertisement -spot_img

More articles

Latest article