MCA เข้าเทรดวันแรกราคาเปิดที่ 3 บาท ต่ำจอง 9.09% จากราคา IPO ที่ 3.30 บาท

Must read

วันที่ 26 ตุลาคม 2566  บมจ.มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย หรือ MCA เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาด mai ภายใต้กลุ่มบริการ โดยเปิดตลาดวันแรก ราคาหุ้นเปิดที่ 3 บาท ลดลง 0.30 บาท (-9.09%) จากราคา IPO ที่หุ้นละ 3.30 บาท

นายภักดี เหล่างาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย (MCA) เปิดเผยว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นก้าวสำคัญ สู่การเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต

บริษัทเชื่อมั่นว่าจะได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากบริษัทฯมี Business Model ที่ชัดเจน ในการเป็นผู้นำธุรกิจด้านแผนกลยุทธ์ทางการตลาดและการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดแบบ One-stop Service Marketing ที่ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมการตลาดให้กลุ่มลูกค้าได้ครบทุกมิติ ภายใต้การบริการจัดกิจกรรมทางการตลาดและดิจิทัล (Marketing activities and Digital), การให้บริการบรรจุและจัดส่งสินค้า (Packing and Logistic), การให้บริการพนักงานแนะนำสินค้า (Product Consultant) และการให้บริการจัดเรียงสินค้า (Merchandiser)

ล่าสุด บริษัทฯได้ขยายสู่การดำเนินธุรกิจใหม่ ในการเข้าไปเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า (Distributor) ซึ่งแผนการขยายสู่ธุรกิจใหม่เป็นที่มาของการเข้าระดมทุนเพื่อขยายและต่อยอดในครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจ Distributor เพราะนอกจากมีผู้ประกอบการในธุรกิจดังกล่าวน้อยรายแล้ว ยังเป็นการสอดรับกับกลยุทธ์การจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดของ MCA ใน 4 กลุ่มการให้บริการในปัจจุบัน ดังนั้นจึงมองว่า Distributor จะเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สู่ New S-Curve ให้บริษัทฯเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้าน บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บมจ. มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย (MCA) เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด พร้อมการให้บริการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดแบบครบวงจร โดยมีบริการหลัก 4 ประเภทได้แก่ 1) บริการจัดกิจกรรมทางการตลาดและดิจิทัล 2) บริการบรรจุและจัดส่งสินค้า 3) บริการพนักงานแนะนำสินค้า 4) บริการจัดเรียงสินค้า วัตถุประสงค์ของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ 1) เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ 2) เพื่อใช้ในการลงทุนในสินทรัพย์สำหรับการดำเนินธุรกิจ 3) เพื่อใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมในปี 2567 อยู่ที่ราว 5 บาทต่อหุ้น

ประเด็นสำคัญในการลงทุน

  • อุตสาหกรรมจัดจ้างจากภายนอก (Outsourcing) มีศักยภาพเติบโต :การใช้บริการจัดจ้างภายนอกช่วยให้องค์กรสามารถมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังกิจกรรมหลัก ช่วยลดต้นทุนการจ้างงาน และช่วยแก้ปัญหาเรื่องความชำนาญของบุคลากร ทั้งนี้ ผลสำรวจของรายงานเรื่อง Outsourcing and Shared Services 2019-2023 เผยแพร่โดย Monitor Deloitte ร่วมกับ Dubai Outsource City คาดการณ์ว่ามูลค่ารวมของการใช้บริการจัดจ้างจากภายนอกเพื่อดำเนินงานทั่วโลก มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 7.4 ต่อปี (ที่มา : Filing)
  • ผลประกอบการปี 2565 เติบโตสูง และงวด 6M66 ขยายตัว 39%YoY : ปี 2565 มีรายได้จากการบริการ 373 ล้านบาท +66%YoY กำไรสุทธิ 16.5 ล้านบาท +503%YoY อัตรากำไรสุทธิ 4.4% (1.2% ในปี 64) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการเพิ่มขึ้นของรายได้หลังจากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ใน 2Q65 งวด 6M66 มีรายได้จากการบริการ 210.7 ล้านบาท +17%YoY จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการจัดกิจกรรมทางการตลาดและดิจิทัล กำไรสุทธิ 12.3 ล้านบาท +70%YoY อัตรากำไรสุทธิ 5.8%
  • คาดกำไรปี 2566-2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 50% ต่อปี : ฝ่ายวิจัยประเมินรายได้จากการบริการในปี 2566-2567 ราว 489 ล้านบาท +31%YoY และ 625 ล้านบาท +28%YoY ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) เท่ากับ 19% ต่อปี เราใช้สมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในปี 2566 ที่ระดับ 22.5% เท่ากับงวด 6M66 และปรับดีขึ้นเป็น 23% ในปี 2567 ส่งผลให้เราประเมินกำไรสุทธิในช่วงปี 2566-2567 ที่ราว 33 ล้านบาท +100%YoY และ 56 ล้านบาท +70%YoY ตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 50% ต่อปี ทั้งนี้ กำไร 6M66 คิดเป็น 37% ของประมาณกำไรทั้งปี 2566 ขณะที่เราคาดว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก

บล.โกลเบล็ก ประเมินราคาเหมาะสมปี 2567 อยู่ที่ราว 5 บาทต่อหุ้น : ในการประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี Prospective P/E Ratio โดยเราใช้ Prospective PER ที่ระดับ 20.7x เทียบเท่า PEG 0.54x ซึ่งอิง EPS growth ปี 67 เท่ากับ 38%) เราคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 2567 ราว 0.243 บาทต่อหุ้น คำนวณเป็นราคาเหมาะสมปี 2567 อยู่ที่ราว 5 บาทต่อหุ้น

- Advertisement -spot_img

More articles

Latest article